• Decrease font size
  • Default font size
  • Increase font size
  • default color
  • color1 color
  • color2 color
  • color3 color

ทุกสิ่งทุกอย่างถูกรวมและสะท้อนอยู่ภายในราคาตลาด

"Ever thing is discounted and reflected in market prices"

ราคาเคลื่อนที่อยู่ภายในแนวโน้มและแนวโน้มยังคงยืนยันที่จะดำเนินต่อไป

"Prices move in trends and trends persist"

ตลาดมีการกระทำเป็นลักษณะของการทำซ้ำ

"Market action is repetitive"

The trend is your friend

คำกล่าวของ Wall Street adage

ไม่มีใครรู้จริงในตลาดหุ้น

เพราะเพียงหนึ่งในล้านที่มีโอกาสเกิดขึ้น...นั่นก็คือหนึ่งในล้านของความเสี่ยง...ที่ยังเป็นความไม่แน่นอนอยู่เสมอ

พิมพ์ อีเมล
ต้องเรียนรู้บริษัท...ก่อนรู้วิธีซื้อขายหุ้น <ตอนที่ 2>

ถ้าถามผมว่าอะไรควรรู้เป็นอันดับแรก...ในการเล่นหุ้น...ก็ต้องว่า เรียนรู้บริษัท ก่อนที่จะรู้จักวิธีการซื้อขายหุ้นว่าทำอย่างไร
รู้ว่าบริษัท มีรายได้อย่างไร, รายจ่ายอย่างไร, ได้รับความนิยมหรือไม่, ข้อได้เปรียบ, เสียเปรียบ, คู่แข่งขัน, อันดับในสนาม, กำไร, รายได้ในอนาคต, ขนาดของธุรกิจ ว่าเป็นอย่างไร ฝึกจากษริษัทเล็กๆ ไปหาใหญ่ ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จากนอกตลาดไปสู่ในตลาด
 จากบทความตอนที่ 1 เราได้แยกหุ้นออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน กล่าวคือ

1.หุ้นโตช้า
2.หุ้นแข็งแกร่ง
3.หุ้นโตเร็ว
4.หุ้นวัฏจักร
5.หุ้นฟื้นตัว
6.หุ้นทรัพย์สินมาก


กลุ่ม 2-3-4 พูดกันไปแล้ว...ก็พูดต่อถึงหุ้นกลุ่มแรก
 กลุ่มที่ 1 หุ้นโตช้า

โดยปกติบริษัทขนาดใหญ่พวกนี้มักจะโตเร็วกว่า GDP เล็กน้อย พวกโตช้าไม่ได้เป็นแบบนี้ มันเริ่มจากบริษัทที่โตเร็วและในสุดก็หมดแรง อาจเป็นเพราะมันมาไกลและเหนื่อยแล้วเกินที่จะไปต่อ

ในเมืองไทย ก็พวก โรงไฟฟ้า โรงประปา ทุกบ้านก็มีไฟฟ้าใช้ น้ำประปาใช้ คุณจะไม่มีทางที่จะเห็นค่าไฟฟ้าคิดราคาต่อหน่วยเพิ่มปีละ 20% ต่อเนื่องเหมือนรายได้ของ
CPALL เพราะถ้าคุณขึ้นราคา ประชาชนโวย รัฐบาลก็เสียคะแนนนิยม ความคาดหวังในกลุ่มนี้ไม่น่าจะมากไปกว่าดอกเบี้ยในธนาคารเท่าไรนัก 

กลุ่มที่ 5 หุ้นฟื้นตัว
เป็นบริษัทที่ถูกทุบ ตกต่ำ และบ่อยครั้งเกือบเอาตัวไม่รอดจากการล้มละลาย บริษัทเหล่านี้คือบริษัทที่มีโอกาส ตาย... และบางคนคิดว่ามันจะไม่กลับมา

ในปี 2540 บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ ถูกปิด 2 ระลอก
ในช่วงนั้น KK เป็นหนึ่งในบริษัทเงินทุนที่บางคนคิดว่ามันจะ  ตาย  ราคาไหลจาก
120  จนต่ำสุดเหลือ 90 สตางค์ ในขณะที่ผมมีเงิน ล้านกว่าบาทสามารถซื้อมันได้ล้านหุ้น...แต่ไม่ได้ซื้อ
วันรุ่งขึ้นมันรอดจากการถูกประกาศรายชื่อบริษัทที่ถูกปิด ราคาซีลลิ่งทันที แต่ถ้าต้องการก็ยังซื้อทัน.... แต่ก็ไม่
10 เดือนให้หลัง มันขึ้นไปอยู่ถึง 80 บาท
80 เด้ง 10 เดือน มหัศจรรย์หุ้นฟื้นตัว
ด้วยเหตุผล คู่แข่งล้มหายไปจากวงการ และได้รับสิทธิ์การเข้าซื้อทรัพย์สินของคู่แข่งในราคาถูกมาบริหาร ในปีนั้นกำไรจึงได้ทะยานมากกว่าเป็นพิเศษ
ด้วยความไม่เข้าใจ....ในตัวบริษัท ตำแหน่งของบริษัท ทำให้ผมพลาด 80 เด้งแต่ในตอนนั้นผมกลับได้แค่เรียนรู้เข้าใจอย่างผิดๆ ว่า ถ้าคิดว่า ดัชนีขึ้นให้ซื้อ KK
เดือน 3 ปี 46 ผมคิดว่าดัชนีจะขึ้น และก็ขึ้นจริงๆ
ด้วยความทรงจำ ซื้อหุ้น
KK ทันที ราคาประมาณ 30 บาท ในขณะที่ PTT ราคาประมาณ 40 บาท แต่ไม่เช่นเคย
10 เดือนให้หลัง  
KK ก็ไปได้แค่ 40 บาท แต่ PTT ไปได้ถึง 193 บาท
งงมาก...คิดว่าดัชนีขึ้น แต่ได้นิดเดียว

ถ้าผมเข้าใจสักหน่อยจะรู้ว่า
KK ไม่มีทางได้กำไรเหมือนเดิมด้วยเหตุที่ ทรัพย์สินที่ไปประมูลราคาถูกมา...มันหมดไปแล้ว มันไม่มีทางเหมือนปี 40 ได้แน่ ผมจะไม่มีทางซื้อ KK แน่นอน 

กลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ 6 หุ้นทรัพย์สินมาก
พวกทรัพย์สินมาก อาจเป็นเงินสด ที่ดิน สิทธิบัตร ถ้าคุณตีราคาเป็น และรู้เรื่องของบริษัทที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน สิ่งที่ต้องทำคือ
ซื้อแล้วอดทนรอ บทเรียนที่ผ่านมา...สอนให้เราจำเป็นต้องเรียนรู้บริษัทก่อนอันดับแรก ก่อนวิธีการซื้อขายหุ้น ก่อนค่า PE BV และค่าต่างๆ
มันจะทำให้เราคาดหวังราคาจากบริษัทพวกนี้ได้อย่างไร

วันนี้ผมพาลูกชายไปว่ายน้ำ เราสองคนได้พูดถึงแว่นตาที่ เราทั้งสองสวมใส่ และพูดถึงราคา และต้นทุน ลูกชายผมถามว่าในตลาดมีบริษัทขายแว่นตาหรือเปล่า ผมฝากเขาไปทำการบ้านรายได้ รายจ่าย คู่แข่ง โอกาสทางธุรกิจของ ร้านขายแว่นตา คืบหน้าอย่างไรจะมาเล่าสู่กันฟังนะครับ 

มีเรื่องหัวเราะ ตลกตัวเองจะเล่าให้ฟังครับ
มีบทเรียนหนึ่งในตำราพวก
VI ของปิเตอร์ลินซ์
"บริษัทใหญ่เคลื่อนไหวช้า" คุณจะไม่วันได้เจอแจ็กพอตในบริษัทใหญ่

ในช่วงกระแสที่กลุ่มเรือมา
TTA PSL RCL BTC
ตามตำราเลยอยากรวยต้อง BTC ...ช่วงไปเที่ยวพัทยา ลงทุนแวะไป company visit อีกต่างหาก (เมื่อลงทุนไปแล้ว ก็รู้สึกหลงรักมากขึ้น) ผลก็คือ ทุกตัวขึ้นหมด ยกเว้น BTC

ผมซื้อ ประมาณ 4 บาท ก่อนหน้านี้มันขึ้นไป 19 บาท ก็คิดว่าได้ราคาถูกและเป็นบริษัทเล็ก ตามตำรา กระแสกลุ่มมาอีก โอ้พระเจ้ามันยอดมาก ราคาปัจจุปัน 0.38 บาท

ถ้าผมศึกษาและรู้จักบริษัทมากกว่านี้ ถึงแม้ว่ามันจะเข้าตำราที่ว่าบริษัทเล็กก็ตาม
ผมจะไม่ซื้อด้วยเหตุผลต่อไปนี้
-ถ้าได้ศึกษารายได้ และ มูลค่ากิจการบริษัท ณ.ราคา 4 บาท จะรู้ว่าแพงมาก
-บริษัทเป็น ท่าเรือเล็ก การขยายท่าเรือไม่มีทางเป็นไปได้
-การขนส่งทางเรือ สู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ ในเรื่องของ
economy of scale
-
บริษัทเปลี่ยนแนวทางจากท่าเรือเป็นเรือเดินสมุทร เป็นการข้ามกิจการ

*** ความหมายของบริษัทเล็ก ที่ถูกต้อง หมายความว่า ต้องราคาสมเหตุสมผล โดยดูรายได้ กำไร มูลค่ากิจการ  รายได้ต้องขยายได้ต่อเนื่อง ไม่ไช่แค่แผนการในฝัน หรือการทำข้ามกิจการ ***
 อีกตัว...แต่ตัวนี้โชคดีไม่ได้ซื้อหุ้น แต่ได้ซื้อบริการ  บริจาคไป 25000 บาท แต่ไปใช้อยู่ 4-5 วัน ก็วันละ 5000 บาท

CAWOW!!!!!!!!!!!!

บริษัทเล็ก ลูกค้าเต็ม ขยายกิจการอย่างรวดเร็ว
ยอมรับว่าช่วงแรกมองว่าดีมากๆ  แต่ไม่มี
vol เลย ตั้งแต่เข้าตลาดก็ยืนอยู่แถวๆ 5 บาท ถ้ามีเจ้ามือ bid และลากแรงๆ ออกข่าวตามหน้าสือพิมพ์ สงสัยงานนี้ big jump โดนแน่ๆ

บริษัทขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ไฟแรงมากๆ  ในที่สุดก็มอด...
ผมมาคิดได้ก็ตอนที่ราคามันไหลลงมาเหลือ 0.40 บาท
1.ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี บริษัทนี้จะเป็นบริษัทแรกๆ ที่จะโดนตัดออกจากรายจ่ายของภาคประชาชน
2.บริษัทรับสมาชิกตลอดชาติ แล้วรายได้ที่เหลือจะเอามาจากไหน
3. ออกกำลัง มีตั้งหลายวิธี ที่ไม่ต้องเสียเงิน
4. ค่าใช้จ่ายแพงมาก ค่าเช่า ผู้บริหาร พนักงาน
5.อุปกรณ์ต้องคอยเปลี่ยนตลอดเพื่อให้ทันสมัย
 




คำถามจากเพื่อนนักลงทุน (1)

ขอบคุณพี่ Big Jump เป็นอย่างสูงครับ ผมจะขอให้พี่ยกตัวอย่างที่เป็น case study ได้หรือเปล่าครับ เอาเป็นหุ้นตัวเดิม vng ก็ได้ครับ มุมมอง แนวคิดวันที่ตัดสินใจซื้อหรือตัวอย่างจากหุ้นอีกตัวที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ในขณะนี้ก็ได้ครับ ^.^

การหาราคาตามมูลค่า แล้วเทียบไปยังราคาตลาดที่เหมาะสม
จังหวะ ระยะเวลาการลงทุนที่น่าจะส่งผลให้ราคาตลาดสะท้อนผลลัพธ์ออกมาตามที่คาดหวังไว้
การเผื่อระยะเวลาหรือการประเมินว่า ตัวนี้ที่ลงไปไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่เพราะอะไร มีอะไรที่บ่งบอกหรือส่งสัญญาณมาให้รายย่อยได้ทราบบ้างครับ ^.^

และผมมีคำถามเรื่องหุ้นกลุ่มสื่อสาร เกี่ยวกับให้บริการซื้อขายมือถืออะครับ
ว่าพี่มีมุมมองเช่นไร มีความคิดเห็นแบบไหน แล้วมันจะเข้าข่ายบริษัทที่น่าสนใจหรือเปล่าครับ ( เช่น
mlink jmark อะครับ)

คำตอบจาก Big Jump (1)

กลับมาที่เรื่อง vng กรณีศึกษา...เรื่องของ VNG คล้ายๆ กับ IRP ที่เปลี่ยนเป็น IVL (วิเคราะห์ได้ถูกต้อง แต่ก็หลุดมือ เรื่องนี้จะเล่าให้ฟังที่หลังนะครับ)

ก่อนอื่นเราก็ต้องมาเรียนรู้บริษัท
VNG กัน
บริษัทนี้ผลิต ปาร์ติเกิ้ล และ
mdf ใช้กันในวงการเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งบ้าน คอนโด สำนักงาน ไม้ปูพื้น กำลังการผลิต กับความต้องการในท้องตลาด มีความสมดุลย์และขาดสมดุลย์ในบางช่วงเวลา จึงจัดอยู่ในกลุ่มวัฤจักร  มีขาขึ้น 6 ปี ลง 6 ปีโดยประมาณ

ในช่วงที่ผ่านมาเป็นขาลง 6 ปีแล้ว ถ้าจะลงอีกก็คงอีก ปี หรือ 2 ปี
ต่อไปนี้น่าจะเป็นขาขึ้นนับ 1...
ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2-3 เท่าตัว แต่ก็ยังขาดทุน
เพิ่มมากำไร
Q4ปี52  บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตโดยสร้างใหม่และซื้อ
จากคู่แข่ง  ที่ผ่านรายเล็กได้ปิดกิจการเพราะทนขาดทุนไม่ไหว
ตอนนี้ถือว่า
VNG กำลังการผลิตมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประวัติที่ผ่านมาเคยทำกำไรได้ถึง 1000 ล้านต่อปี หลายปีต่อเนื่อง
 

คำถามจากคุณ : completer  
VNG
เข้าข่ายหุ้นข้อ 5.หุ้นฟื้นตัว ใช่ไหมครับ

คำตอบจาก Big Jump

อยู่ในกลุ่มวัฎจักรครับ  ดูเหมือนจะอยู่ในกลุ่มที่ 5 แต่ไม่ชัดเจน ด้วยเหตุผลคือ ไม่ได้โดนฟ้องร้องจากธนาคาร หรือผิดนัดชำระหนี้ หรือมีส่วนทุนติดลบ  เป็นเพียงขาลงของธุรกิจ เหมือนร้านขายแอร์ที่คุณต้องประคับประคองค่าใช้จ่ายในฤดูหนาวให้ได้ และเตรียมโกยรายได้ในหน้าร้อนในเมื่อเป็นหุ้นวัฎจักร เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าซื้อช่วงตกต่ำสุดๆ และถือไปจนช่วงปลายวัฎจักร time cycle ของแต่ละสินค้าไม่เหมือนกัน ต้องคอยตาม และตรวจสอบ ดีมานด์ ซับพลาย์ ให้ดี บางธุรกิจก็ต้องถือกันเป็น ปี 2 ปี 3 ปี 5 ปี ยิ่งถ้าเป็นราคาตลาดโลก เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาเหล็ก ราคาไม้ mdf อย่างนี้แทบไม่ต้องสนใจการเมืองให้มากนักถ้าตัวธุรกิจไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัปทาน และมีปัญหากับภาครัฐ

เมื่อคุณหาเจอ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ
การรอ ถ้าคุณไม่รอคุณจะไม่เคยสัมผัสคำว่า 5 เด้ง 10 เด้ง  ลองถามตัวเองดูนะครับเคยได้ 5 เด้งบางหรือยัง...

ดูๆ แล้วกลุ่มนี้ต้องอาศัยศิลป และความชำนาญค่อนข้างมากกว่าทุกกลุ่ม เพราะบางครั้ง ราคาหุ้นขึ้นก่อน ราคาสินค้าจะมาเป็นปี
บางครั้งราคาหุ้นกับราคาสินค้าก็มาพร้อมกัน บางครั้งราคาสินค้าขึ้นมาเป็นปี แต่ราคาหุ้นกลับไม่ขึ้นแล้วมาขึ้นทีเดียวชนิดทบต้นทบดอกให้
 ขาขึ้นของวัฎจักร เกิดจากอะไร ผมขอยกตัวอย่างกลุ่มเรือ

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีการขนส่งทางเรือมากนัก มีเรือจอดลอยนิ่งอยู่มาก พอเศรษฐกิจโลกเริ่มขยับ มีการขนส่งระหว่างประเทศมาก ช่วงแรกๆ เรือก็สามารถรองรับความต้องการได้เป็นปี หรือ 2 ปี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรือไม่พอ ต้องการเรือก็ต้องต่อเรือกัน ใช้เวลาเป็น 2-3-4 ปี ราคาค่าระวางก็พุ่งสูง เพื่อจองเรือให้สามารถขนส่งสินค้าให้ได้
Time cycle กลุ่มนี้กินเวลายาวนานมาก

ช่วงขาลงของวัฏจักร เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ยอดสินค้าในการขนส่งหดตัว เรือที่สั่งต่อ ต่อเสร็จพร้อมๆ กันหลายๆ ค่าย ก็คงนึกภาพออกนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น

เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่ทุกครั้งที่เป็นขาลง ขาขึ้นจะมีบางบริษัทที่ไม่สามารถกลับมาเป็นขาขึ้นได้ เนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาพการขาดทุนที่ยาวนานได้ และถูกเจ้าหนี้แยกเรือออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ก็ต้องขอแสดงความยินดี กับคนที่ถือกลุ่มเรือตั้งแต่ขาขึ้นรอบที่แล้วได้ยาวนาน 3-4 ปีขึ้นไป ก็คงจะได้ 10-20 เด้ง อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องมาดูดัชนี หรือการเมือง  หรือยอดซื้อขายต่างชาติ
  

คำถามจากคุณ : นกเพนกวินอ้วน

การหาราคาตามมูลค่า แล้วเทียบไปยังราคาตลาดที่เหมาะสม
จังหวะ ระยะเวลาการลงทุนที่น่าจะส่งผลให้ราคาตลาดสะท้อนผลลัพธ์ออกมาตามที่คาดหวังไว้
การเผื่อระยะเวลาหรือการประเมินว่า ตัวนี้ที่ลงไปไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่เพราะอะไร มีอะไรที่บ่งบอกหรือส่งสัญญาณมาให้รายย่อยได้ทราบบ้างครับ ^.^

คำตอบจาก Big Jump

ถ้าเราได้มีโอกาสไปดูรายได้ของบริษัทนี้ย้อนหลัง 10 ปีเราจะพบว่า รายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกำลังการผลิต แต่กำไรลดลง เป็นเรื่องปกติของธุรกิจขาลง ที่ราคาสินค้าลดลงเพราะมีผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาดมากเกินไป  ขาขึ้นจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ผลิตออกไปจากวงการ และความต้องการในสินค้ากลับเข้ามา ถึงตอนนั้นกำไรจะกลับมามากเหมือนเดิม หรือมากกว่า ด้วยเหตุกำลังการผลิตที่สะสมมาตลอดของธุรกิจขาลง

ราคาที่ผมมองไปที่ทุกธุรกิจ ผมก็เอาจำนวนหุ้นที่จด*ราคาตลาด ตอนนั้น จะได้1300*2 บาทก็ได้ 2600 ล้านบาท
ถ้าบริษัทเป็นขาขึ้นและทำกำไรได้ปีละ 1000 ล้านบาทก็เท่ากับว่าเราได้ซื้อบริษัทในราคา PE=2แต่ถ้าแจ็กพอร์ตแตกราคาสินค้าพุ่งทำลายสถิตและกำลังการผลิตสร้างสถิติใหม่ราคาที่กล่าวถึงอาจหมายถึง PE=1

คำนวณคร่าวๆ กล่าวคือ
จำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 1300 ล้านหุ้น
กำไรปีนี้ 1000 ล้านบาท
กำไรต่อหุ้น = 1000/1300 = 0.769 บาทต่อหุ้น

ดังนั้น
P ที่เราซื้อครั้งแรก 2 บาท/หุ้น ก็จะได้ P/E โดยประมาณ
= 2/0.769 = 2.6 เท่า (ไม่รวมกำไรสะสมก่อนหน้า)
 

ขอตอบเรื่อง MLINK JMART ก่อนนะครับ

MLINK ก่อนนะครับ พูดถึงธุรกิจขายมือถือ ดีหรือไม่ โทรศัพท์มือถือมีอายุการใช้งาน ถึงเวลาก็ต้องเปลี่ยนตามยุคตามสมัย ต่อไปก็คงเป็นระบบ 3G แต่ก็มีคำถามตามมาว่าเวลาที่คุณเปลี่ยนมือถือ คุณไปซื้อที่ร้าน MLINK หรือเปล่า ถ้าใช่เพราะอะไร ถ้าไม่เพราะอะไร สำหรับผม MLINK ไม่ใช่คำตอบ อาจเป็นเพราะธุรกิจมือถือไม่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาได้ง่ายมากๆ ไม่เหมือนเวลาที่จะซื้อของขบเคี้ยว หมากฝรั่ง เวลาเข้า 7-11แล้วรู้สึกมั่นใจในสินค้าความสะดวกแม้ว่ามันจะแพงไปซักหน่อย  จริงๆ พอพูดแค่นี้ผมก็ไม่ดูอะไรที่เกี่ยวกับ MLINK ไม่ว่ารายได้ที่ผ่านมา กำไร PE และถ้าราคามันจะพุ่งก็ปล่อยไปเป็นเรื่องของมัน 

แต่ถ้าตัวเลขต่างๆ ก็จะวิจารณ์ให้ดังนี้

3 ปีที่ผ่านมารายได้ตกต่อเนื่องจาก 10000 ล้านสู่ 6000 ล้าน กำไรต่อหุ้น 0.23 บาทราคาปัจจุบัน 1.20 พีอีก็ 5.20 ถือว่าไม่มาก
ถ้าเหมาทั้งกิจการ 1.20*540 ล้านหุ้นจะได้ 648 ล้านบาทก็จัดว่าถูกมากเมื่อเทียบกับรายได้
BV ก็ 3.08บาท

โดยรวมอาจมีเรื่องยอดโทรศัทพ์ที่ขายดีในยุคใหม่ 3
G ก็อาจช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรกลับมาดี ทำให้ราคาหุ้นกลับมาได้
ไม่แน่ชัดว่ากลุ่มการเมืองสีแดงถือหุ้นอยู่หรือเปล่า ถ้ายุบสภาอาจได้เรื่องจิตวิทยามาช่วย  

โดยรวมตัวเลขต่างๆโอเคมาก ยกเว้นคู่แข่งเข้ามาได้ง่ายและรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน และอันดับในตลาด
ถ้าจัดในกลุ่มผมให้เป็น วัฎจักร พอพิจารณาไปพิจารณามาก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่อย่าไปรักมันมาก